บทความของเรา

22
JUL
5 วิธีรวยจากอสังหาริมทรัพย์ ฉบับมนุษย์เงินเดือน
5 วิธีรวยจากอสังหาริมทรัพย์ ฉบับมนุษย์เงินเดือน หลายคนยังเชื่อว่า "การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องของคนมีเงิน" ต้องมีเงินสดหลายล้านบาท หรือมีรายได้สูงมากถึงจะเริ่มต้นได้ แต่ในความเป็นจริง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นจากการเป็น มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ที่ค่อย ๆ สร้างสินทรัพย์ทีละชิ้น ด้วยการวางแผนทางการเงินที่ดี ใช้ประโยชน์จากสินเชื่อ และเลือกลงทุนในรูปแบบที่เหมาะกับตัวเอง อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีข้อได้เปรียบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) การเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว และการสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน หากคุณกำลังมองหาวิธีเริ่มต้น นี่คือ 5 แนวทางการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ควรรู้ 1. ซื้อคอนโดหรือบ้านเพื่อปล่อยเช่า (Rental Property) การปล่อยเช่าเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสามารถสร้างรายได้ประจำทุกเดือน หากเลือกทำเลที่มีความต้องการเช่าสูง เช่น ใกล้รถไฟฟ้า มหาวิทยาลัย ย่านธุรกิจ หรือโรงพยาบาล ข้อดีคือ คุณสามารถใช้สินเชื่อจากธนาคารเป็นเครื่องมือในการลงทุน โดยนำเงินดาวน์เพียงบางส่วน แล้วให้ค่าเช่าช่วยผ่อนค่างวดในแต่ละเดือน หากบริหารจัดการได้ดี เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เช่าจะช่วยสร้างมูลค่าทรัพย์สินให้กับคุณ สิ่งที่ควรศึกษาเพิ่มเติม ได้แก่ - อัตราผลตอบแทนจากค่าเช่า (Rental Yield) - ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง - ค่าซ่อมบำรุง - อัตราการปล่อยเช่าในพื้นที่นั้น ยิ่งเลือกทรัพย์ที่มีความต้องการสูง โอกาสปล่อยเช่าได้เร็วก็ยิ่งมาก --- 2. ซื้อบ้านเก่ามารีโนเวท แล้วขายต่อ (Property Flipping) อีกหนึ่งวิธีที่สร้างกำไรได้ค่อนข้างเร็ว คือการซื้อบ้านหรือคอนโดที่ราคาต่ำกว่าตลาด เพราะสภาพเก่า ต้องปรับปรุง หรือเจ้าของต้องการขายด่วน หลังจากรีโนเวทให้ดูสวย น่าอยู่ และตอบโจทย์ผู้ซื้อในปัจจุบัน ก็สามารถนำกลับมาขายในราคาที่สูงขึ้นได้ การทำ Flip ไม่ได้อาศัยแค่การแต่งบ้านสวย แต่ต้องอาศัยความรู้เรื่อง - การประเมินราคาตลาด - การคำนวณต้นทุนรีโนเวท - ระยะเวลาการถือครอง - ภาษีและค่าใช้จ่ายในการโอน หากวางแผนดี การลงทุนหนึ่งโครงการอาจสร้างกำไรตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาทได้ --- 3. ลงทุนผ่าน REITs สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมซื้ออสังหาฯ หากยังไม่มีเงินก้อนใหญ่ หรือยังไม่พร้อมกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ การลงทุนผ่าน REITs (Real Estate Investment Trusts) เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ REITs คือการลงทุนในกองทรัสต์ที่นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม หรือคลังสินค้า ผู้ลงทุนสามารถรับผลตอบแทนจากรายได้ค่าเช่าและการบริหารสินทรัพย์ โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงเมื่อเทียบกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยง และต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องบริหารทรัพย์สินด้วยตัวเอง --- 4. ซื้อที่ดินเพื่อรอการเติบโตของราคา หลายคนอาจมองว่าการซื้อที่ดินต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง ที่ดินในหลายจังหวัดหรือพื้นที่กำลังพัฒนายังมีราคาไม่สูงมากนัก หากเลือกทำเลที่มีปัจจัยสนับสนุน เช่น - รถไฟฟ้าสายใหม่ - ทางด่วน - นิคมอุตสาหกรรม - ศูนย์การค้า - มหาวิทยาลัย - โครงการภาครัฐ ราคาที่ดินมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต การลงทุนประเภทนี้อาจไม่ได้สร้างรายได้ทุกเดือน แต่สามารถสร้างกำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อขายต่อในระยะยาวได้เป็นอย่างดี --- 5. ปล่อยเช่ารายวัน หรือสร้างรายได้จากห้องว่าง หากคุณมีคอนโด บ้านพัก หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพ การนำมาสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าระยะสั้นก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การปล่อยเช่ารายวันในประเทศไทยมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ควรศึกษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดหรือโครงการที่พักอาศัย ก่อนดำเนินการให้เช่า ดังนั้น ก่อนเลือกโมเดลการปล่อยเช่า ควรตรวจสอบกฎหมายและข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่ให้ครบถ้วน เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน --- สรุป การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ คนที่เริ่มต้นศึกษา วางแผน และลงมือทำอย่างมีระบบ ไม่ว่าคุณจะมีเงินหลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้าน ก็สามารถเลือกวิธีลงทุนที่เหมาะกับกำลังของตัวเองได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ - ศึกษาตลาดให้เข้าใจ - วิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน - มีเงินสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน - ไม่ลงทุนตามกระแสโดยขาดข้อมูล เพราะอสังหาริมทรัพย์ที่ดี ไม่ได้สร้างแค่ผลตอบแทนในวันนี้ แต่สามารถสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งให้กับคุณในระยะยาวได้ «หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูล ผลตอบแทน กฎหมาย และสภาวะตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดของแต่ละโครงการ รวมถึงตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง»
21
JUL
🏠 คิดจะขายบ้าน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน? มาดู 10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนขาย ไม่งั้นเสียใจทีหลังแน่นอน!
 คิดจะขายบ้าน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน? มาดู 10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนขาย ไม่งั้นเสียใจทีหลังแน่นอน!  หลายคนคิดว่าขายบ้านแค่ 'ลงประกาศ แล้วรอ' แต่จริงๆ มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยนะ!   1. ตีราคาบ้านให้ถูกต้อง — ราคาสูงเกินไปก็ไม่มีคนสนใจ  2. เตรียมเอกสารให้พร้อม — โฉนด, ทะเบียนบ้าน ต้องครบ!  3. ซ่อมแซมก่อนขาย — บ้านดูดีขึ้น ราคาก็ดีขึ้น  4. ถ่ายรูปให้สวย — ภาพดีมีชัยไปกว่าครึ่ง   5. เลือก Platform ลงประกาศให้เหมาะ  6. รู้จักค่าใช้จ่ายในการโอน — อย่าให้ช็อกตอนปิดดีล!  7. เจรจาต่อรองเป็น — ราคาเปิดกับราคาขายจริงต่างกันได้มาก  8. ระวังผู้ซื้อที่ไม่จริงจัง — เสียเวลาฟรี!  9. ใช้นายหน้าหรือขายเอง? ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ  10. เข้าใจภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง — ไม่รู้ไม่ได้! รู้แบบนี้แล้ว ขายบ้านครั้งนี้ต้องปัง!   คุณเคยขายบ้านมาก่อนไหม? มีเรื่องไหนที่เจอปัญหาบ้าง? คอมเมนต์มาแชร์กันได้เลย! หรือจะแท็กเพื่อนที่กำลังจะขายบ้านมาอ่านด้วยกันก็ได้นะ  #ขายบ้าน #อสังหาริมทรัพย์ #ความรู้เรื่องบ้าน #ขายบ้านด้วยตัวเอง #tips #บ้านดีโดนใจ #baandeedonjai 
23
MAY
9 จุดสำคัญที่คนมักมองข้ามเมื่อตรวจรับบ้าน
หลายคนเลือกตรวจรับบ้านเองเพื่อประหยับงบประมาณในการใช้บริการตรวจบ้าน แน่นอนว่าก่อนจะเริ่มเข้าตรวจรับเราจำเป็นต้องศึกษาขั้นตอนและจุดต่างๆ ที่ต้องเช็คให้ถี่ถ้วน   แต่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจบ้าน หลายคนมักจะมองข้ามจุดสำคัญๆ เล็กๆ น้อยไป ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดปัญหาภายหลังจากเซ็นรับโอน ทั้งต้องเสียเงินซ่อมแซมเอง แถมยังเสียเวลาหาช่างที่ไว้ใจได้อีกด้วย เราลองไปสำรวจ 10 จุดสำคัญที่ถูกมองข้ามเมื่อตรวจรับบ้านกันดีกว่า จะได้ไม่พลาดเซ็นรับโอนและต้องมานั่งกลุ้มใจกันทีหลัง     1. รอยรั่วซึม รอยน้ำรั่วซึมเป็นปัญหาหลักๆ ที่คนมักจะเจอหลังตรวจรับบ้านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยรั่วบนหลังคา ห้องน้ำ หรืออย่างร้ายแรงที่สุดคือท่อเดินน้ำหลักในบ้าน ซึ่งถ้าหากไม่ตรวจเช็คให้ดีอาจเกิดคราบสนิม รา และยังทำให้วัสดุเปื่อยยุ่ยจากน้ำซึมได้ เป็นไปได้ควรเข้าตรวจรับบ้านในช่วงหน้าฝน หรือถ้าหากหมดหน้าฝนแล้วจริงๆ ก็ขอโครงการขึ้นไปเช็คบนฝ้าเพื่อหารอยน้ำซึมได้เลย   2. การเดินไฟ ระบบไฟฟ้าภายในบ้านเป็นส่วนที่สำคัญมาก หากติดตั้งระบบไฟที่ไม่เหมาะกับลักษณะบ้านก็อาจทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานได้ และบางโครงการที่สร้างมานานอาจจะยังใช้การเดินไฟแบบเก่าซึ่งต้องมีการอัปเกรดใหม่เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้งานในปัจจุบัน ดังนั้นการเช็คระบบไฟและสายไฟในบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง   3. หลังคาชำรุด หลังคาชำรุดเป็นบ่อเกิดของปัญหาต่างๆ ภายในบ้าน ส่งผลเสียทั้งในด้านโครงสร้างและการตกแต่ง นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหลังคามีราคาค่อนข้างสูง หากมาพบปัญหาหลังคาชำรุดในภายหลัง ไม่ว่าจะจากแผ่นกระเบื้องปูไม่ดีพอ มีรอยซึม หรือแม้แต่รอยเว้าแหว่งเพียงเล็กน้อย รับรองว่าซ่อมไม่คุ้มแน่   4. ข้อบกพร่องเล็กๆ คนมักมองข้ามข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้าน เช่น รอยด่างของสีผนัง รอยแหว่งของเฟอร์นิเจอร์ (โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน) หรือแม้แต่คราบสกปรกเล็กๆ ที่มากับตัวบ้าน เพื่อความสบายใจและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงภายหลัง เราควรเช็คข้อบกพร่องเหล่านี้ก่อนตรวจรับบ้านจะดีกว่า   5. ปัญหาจากโครงสร้าง รอยผนังแตก ประตูตก หน้าต่างปิดไม่สนิท หรือซิลิโคนรอบหน้าต่างหลุดร่อนก็นับเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างที่มักพบหลังตรวจรับบ้าน ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้มูลค่าของตัวบ้านลดลงเมื่อจำเป็นต้องขายทิ้ง   6. ปัญหาจากท่อน้ำ ปัญหาจากท่อน้ำนี่แหละที่ทำให้บิลค่าน้ำของเราพุ่งกระฉูด หากไม่ตรวจเช็คให้ดีแล้วมารู้ทีหลังว่ามีท่อน้ำรั่วซึม อาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อราและและรอยแตกร้าวบนผนังและท่อได้เลยล่ะ เผลอๆ ต้องจ่ายค่าน้ำแพงโดยไม่รู้ตัวด้วยนะ   7. งานตกแต่งภายนอกไม่เนี้ยบ ไม่ว่าจะทางเดิน สนามหญ้า ความชื้นรอบบ้าน หรือแม้แต่การล้อมรั้ว หากไม่เช็คให้ดีอาจเจองานไม่เนี้ยบ นอกจากจะส่งผลเรื่องความสวยงามแล้ว ยังอาจเป็นปัญหาในการใช้งานในภายหลังได้   8. ช่องระบายอากาศ หนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือช่องระบายอากาศ ทั้งในครัว ในห้องน้ำ หรือห้องเก็บเครื่องมือ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นจุดที่มีความชื้นสูง หากไม่มีการระบายอากาศที่ดีพอจะก่อให้เกิดเชื้อรา ตะไคร่น้ำ และรอยผุกร่อนตามมุมบ้าน   9. อื่นๆ ดีเทลอื่นๆ อาจปรากฏหลังจากเราตรวจรับบ้านไปแล้ว เช่น ตะปูที่ตอกไม่สนิท หลอดไฟขาด กระเบื้องแตก ยาแนวไม่ดี เพื่อกันพลาดเราควรเช็คตั้งแต่ตอนตรวจรับบ้านจะดีที่สุด   การตรวจรับบ้านเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เราควรให้ความสำคัญก่อนตัดสินใจเซ็นรับโอน เพราะเมื่อผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้วการร้องขอให้โครงการแก้ไขปรับปรุงส่วนที่ไม่สมบูรณ์และจุดบกพร่องภายในบ้านจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ดังนั้นส่วนไหนที่เราไม่สบายใจและอยากขอให้โครงการแก้ไขให้ ควรแจ้งไปตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่มานั่งปวดหัวกันภายหลัง